
และเช่นกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ที่สร้างจากพระนิพนธ์ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ซึ่งหลังจากชมแล้วต้องยอมรับว่าไม่ผิดหวัง...สำหรับคนอายุแบบผม 50 กว่าๆ...ในรอบผมนั้นผู้ชมส่วนใหญ่คือแม่และลูกๆ ที่วิสต้าเราไม่ค่อยจะเข้มงวดเรื่องของอายุเด็กๆที่พามานัก จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่บางคนประหยัดถึงแม่ลูกตัวเองจะรูปร่างใหญ่โตอย่างไรก็ไม่ยอมซื้อเพิ่มให้น้องๆต้องยอมนั่งบนเข่าพ่อแม่จนกว่าแสงไฟส่องสว่างในโรงจะดับจึงจะขยับขยายนั่งที่ว่างข้างๆ เราก็ไม่ว่ากันครับ ทำไงได้หากไปเข้มงวดเขามากเดี๋ยวเขาก็จะไม่มาดูอุดหนุนเราหรอก ผู้จัดการบุญชอบเปรยให้ผมฟังจนมีเสียงหนาหูบอกว่ามาดูวิสต้าซื้อ1แถม1ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจริงไหมเพราะผมมาดูก็เฉพาะวันสุดสัปดาห์ พักเรื่องนั้นไว้่ก่อน มาคุยเรื่องเนื้อหนังจะดีกว่าว่าทำไมจึงไม่มีวัยรุ่นมาอุดหนุนก็ดาราแต่ละคนไม่มีชื่อเสียงนัก แต่ด้วยเหตุนี้กระมังจึงทำให้ผมมีความรู้สึกอินกับบททุกคนเล่นดีมาก รวมถึงบรรดาน้องๆลูกๆถึงเวลาร้องไห้้้เลยฟูมฟายกัน น้ำตาเจ่อนองทั้งใบหน้า โรงเรียนเพียงหลวง ในเรื่องผมว่าในความเป็นจริงมันมีให้เห็นทุกแห่งหนในชนบทของไทยเรา ภรรยาผมเป็นคนอุบลฯแถมยังอยู่นอกเมือง ภาพโรงเรียนแบบนี้เห็นกันเป็นประจำต่อใหุ้ยุคนี้ก็เถอะ ปัญหาการขาดแคลนครูก็ยังเหมือนเดิม ก็ลองคิดแบบใจเขาใจเรา มีใครที่เรียนจบมาแล้วอยากอยู่บ้านนอกที่หาความเจริญในหน้าที่ยากนัก สู้สอนในเมืองที่เจริญๆไม่ดีกว่าหรือ? ถึงทำให้การเรียนการศึกษาในบ้านเราไม่เจริญก้าวหน้า ท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในโรงเรียนในเมืองวันหนึ่งใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าอยู่ที่บ้านหลายเท่านัก แทนที่จะเลิกเรียนกันตามเวลามาตรฐาน 15.30น. ยังต้องเรียนพิเศษต่อด้วยข้ออ้างว่ามันจะไม่ทันเพื่อน หรือเพื่อให้ครูรักก็ไม่ทราบได้ ผมโชคดีที่ลูกๆมันฉลาด ด้วยอ่อนแอทางด้านคณิตศาสตร์เลยหนีไปเรียนนิวซีแลนด์ เวลาเรียน08.00-15.30จากนั้นกลับบ้าน หนังสือก็ไม่ต้องแบกไปเป็นกิโลๆแบบบ้านเรา ข้าวปลาก็ทานที่บ้านไม่ต้องไปทานกันบนรถ นอนก็นอนเต็มตา เฮ้อ ก็ได้แต่สงสารพ่อแม่เด็กนักเรียนเมืองไทยเสียนี่กระไร หันกลับมาที่เนื้อหาของหนังผมว่าหากเมื่อใดลาโรงแล้วน่าจะทำเป็นวิดีโอแล้วส่งไปฉายตามฟรีทีวีหรือเคเบิ้ลเพราะจะทำให้หลายๆคนเข้าใจถึงโรงเรียนชนบทแล้วอาจจะทำให้หนุ่มๆสาวๆอยากไปสอนหนังสือที่โน่นบ้าง คนเขาบอกว่าประเทศชาติใดที่เจริญก็ด้วยประชาชนชาตินั้นๆมีการเรียนการศึกษาที่ดี เด็กก็เปรียบเสมือนผ้าขาวที่หากดูแลรักษาดีๆมันจะคงไว้ซึ่งความขาว แต่หากรักษาไม่ดีด้วยพ่อแม่ไม่มีเวลาหรือครูไม่มีจริยะธรรม จรรยาบรรณของความเป็นครู ผ้าขาวนั้นอาจจะแปดเปื้อนด้วยสิ่งโสโครก อีกทั้งทุกวันนี้เด็กนักเรียนเองก็ไม่ค่อยจะกลัวครู เคารพนับถือครูเหมือนสมัยผมที่พอเห็นครูปั๊ปก็กลัวเกรง แถมเด็กบางคนถึงกับเอ่ยว่าที่เก่งมาได้ก็ด้วยตนเองมิใช่จากความช่วยเหลือของครูสักหน่อย ...สวัสดีครับ
1 comment:
ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความ
Post a Comment